Category Archives: รู้จัก – รู้ฤทธิ์

Herd Immunity คืออะไร?

ภูมิคุ้มกันระดับชุมชน Herd Immunity

การให้วัคซีนในแต่ละคนนั้น นอกจากจะส่งผลต่อการป้องกันโรคของคนๆ  นั้นแล้ว ยังทำให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคถึงในชุมชนหรือที่เรียกว่า Herd Immunity ได้ เป็นภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นจากการที่มีจำนวนประชากรในชุมชนมากพอที่จะทำให้ไม่สามารถเพิ่มจำนวนผู้เป็นโรค และแพร่การะจายโรคสู่บุคคลอื่นได้อีก

Herd Immunity จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ โรคนั้นต้องติดต่อจากคนสู่คนเท่านั้น ถ้ามีแหล่งรังโรคที่อื่นนอกเหนือจากในคน ก็ไม่สามารถทำให้เกิด Herd Immunity ได้

Herd Immunity

Herd Immunity

 

เหตุผลที่ไม่ควรมารับวัคซีนก่อนกำหนด

primaryandsecondaryresponse

จากการที่ร่างกายจดจำแอนติเจนได้  เพราะฉะนั้น  ถ้าเด็กมารับวัคซีนล่าช้ากว่ากำหนด  ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่  แต่ถ้าให้วัคซีนใกล้กันเกินไปอาจทำให้เกิดภูมิคุ้มกันในระดับที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นเพราะระดับแอนติบอดีในร่างกายที่สูงอยู่จะจับกับแอนติเจน(วัคซีน)ที่ได้รับเข้าไปใหม่ ทำให้แอนติเจนนั้นซึ่งก็คือวัคซีน  สูญเสียประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน (neutralization)

จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้ปฏิบัติงานคงได้รู้จักวัคซีนกันมากขึ้นโดยแบ่งประเภทของวัคซีนได้ถูกต้อง สามารถอธิบายถึงกลไกการออกฤทธิ์หรือการเกิดภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายจากการได้รับวัคซีนได้ และสามารถอธิบายเหตุผลของการให้วัคซีนในระยะที่กำหนดและเหตุผลของการปฏิบัติเมื่อมีกรณีมารับวัคซีนล่าช้าได้อย่างชัดเจน

การออกฤทธิ์ของวัคซีนกับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย

การออกฤทธิ์ของวัคซีนกับการสร้างภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย เป็นการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันแบบ primary และ secondary response

เมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนหรือวัคซีนครั้งแรก ระบบภูมิคุ้มกันจะตองสนองโดยสร้างแอนติบอดี  เรียกว่า primary response  ระยะเวลาตั้งแต่ได้รับแอนติเจนจนกระทั่งเริ่มตรวจพบแอนติบอดีได้  เรียกว่า lag period ซึ่งอาจใช้เวลาตั้งแต่ 1-30 วัน หรือนานกว่านี้  ขึ้นอยู่กับปริมาณ  ชนิดของแอนติเจนและทางที่แอนติเจนเข้าสู่ร่างกายหลังผ่าน lag period ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  โดยส่วนใหญ่เป็น IgM  ซึ่งอยู่ได้ระยะหนึ่งแล้วจะลดต่ำลง  ในขณะเดียวกันร่างกายจะมีกลไกการสร้าง IgG แม้จะสร้างได้ทีหลังแต่จะมีระดับ antibody ที่สูงกว่าและอยู่ในร่างกายนานกว่า

เมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนชนิดเดิมอีก  memory cell ซึ่งจดจำ antigen ไว้  จะกระตุ้นการตอบสนองของร่างกายรวดเร็วกว่าครั้งแรก เรียกว่า secondary response แอนติบอดีจะอยู่ได้นานและมีประสิทธิภาพมากกว่า  โดยส่วนใหญ่จะเป็น IgG จึงใช้หลักการนี้ในการให้วัคซีนหลายครั้งเพื่อให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีที่ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันโรคได้นานหลายปี

primaryandsecondaryresponse

การสร้างประเภทของภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย

เมื่อแบ่งภูมิคุ้มกันโรคตามชนิดของแหล่งที่มา สามารถจำแนกได้เป็น 4 ประเภท คือ

  1. Active naturally acquired immunity คือ การเกิดภูมิคุ้มกันภายหลังการติดเชื้อตามธรรมชาติ
    (natural infection) เช่น โรคหัด อีสุกอีใส
  2. Active artificially acquired immunity คือ การเกิดภูมิคุ้มกันภายหลังการให้วัคซีน
  3. Passive naturally acquired immunity คือ การเกิดภูมิคุ้มกันจากการได้รับภูมิคุ้มกันโดยตรง
    โดยที่ไม่ได้สร้างเอง เช่น ทารกในครรภ์ได้รับภูมิคุ้มกันผ่านทางรก หรือ ถ่ายทอดผ่านทาง
    colostrums ในน้ำนมแม่
  4. Passive artificially acquired immunity คือ การเกิดภูมิคุ้มกันจากการได้รับแอนติบอดี
    เช่น ได้รับเซรุ่ม หรือ gamma globulin (immunoglobulin)

 

การสร้างประเภทของภูมิคุ้มกันโรคในร่างกาย

ACTIVE_IMMUNITY PASSIVE_IMMUNITY

ประเภทวัคซีนตามการผลิต

ประเภทของวัคซีน

  1. วัคซีนเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (Live attenuated vaccine) เป็นวัคซีนที่ผลิตหรือสังเคราะห์จากสิ่งมีชีวิตแต่ทำให้อ่อนฤทธิ์แล้ว เมื่อนำเข้าสู่ร่างกาย สามารถกระตุ้นร่างกายการสร้างแอนติบอดีได้โดยไม่ก่อให้เกิดโรคในมนุษย์ ได้แก่ วัคซีนป้องกันหัด หัดเยอรมัน คางทูม วัคซีนโปลิโอชนิดหยอดทางปาก
  2. วัคซีนเชื้อตาย (Inactivated vaccine or killed vaccine) เป็นวัคซีนที่ทำจากแบคทีเรียหรือไวรัสทั้งตัวหรือบางส่วนของแบคทีเรียหรือไวรัส เมื่อนำเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดปฏิกิริยาภายหลังฉีดประมาณ 3-4 ชม. และมีอาการเจ็บ บวม แดงบริเวณที่ฉีดคงอยู่นาน 1-2 วัน วัคซีนเชื้อตายได้แก่ วัคซีนพิษสุนัขบ้า วัคซีนไอกรนชนิดทั้งเซลล์ วัคซีนโปลิโอแบบฉีด วัคซีนไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนฮิบ วัคซีนนิวโมคอคคัสเป็นต้น
  3. ท็อกซอยด์ (Toxoid) เป็นการนำพิษมาสกัดและใช้กระตุ้นแอนติบอดีในร่างกายให้สร้างภูมิคุ้มกัน โดยทั่วไปเมื่อฉีดท็อกซอยด์จะเกิดปฏิกิริยาบวมแดงเล็กน้อย
  4. วัคซีนเอ็ม อาร์ เอน เอ (mRNA Vaccine) หรือ วัคซีนชนิดสารพันธุกรรม เป็นวัคซีนที่ใช้เทคโนโลยีสังเคราะห์เอ็มอาร์เอนเอหรือโปรตีนที่มีลักษณะปุ่มหนามคล้ายเชื้อโรค เมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคได้ดี มีความปลอดภัยในการนำมาใช้ มีอาการข้างเคียงน้อยเนื่องจากไม่มีส่วนประกอบของอนุภาคไวรัสในตัววัคซีน
  5. วัคซีนที่ใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Viral vector vaccine) เป็นวัคซีนที่สกัดไวรัสให้อ่อนฤทธิ์หรือไม่สามารถแบ่งตัวได้อีก ผ่านกระบวนการตัดแต่งพันธุกรรมเพื่อใช้ไวรัสเป็นพาหะ เมื่อนำเข้าสู่ร่างกายจะสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี เนื่องจากเลียนแบบการติดเชื้อที่ใกล้เคียงกับการติดเชื้อตามธรรมชาติ วัคซีนในกลุ่มนี้ได้แก่ วัคซีนป้องกันอีโบล่า วัคซีนป้องกันโควิด
    วัคซีนที่ไม่ได้ผลิตหรือสังเคราะห์จากเชื้อโรคทั้งตัว ได้แก่ วัคซีนซับยูนิต (Subunit Vaccine)
  6. วัคซีนคอนจูเกต (Conjugate vaccine) วัคซีนโพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide vaccine) เป็นวัคซีนที่ผลิตจากส่วนประกอบของเชื้อโรค อาจผลิตจากโมเลกุลน้ำตาลบนผนังเซลล์หรือส่วนหนึ่งของโปรตีนจำเพาะจากเชื้อโรค วัคซีนกลุ่มนี้ได้แก่ วัคซีนป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น วัคซีนป้องกันไวรัสตับอีกเสบบี วัคซีนป้องกันโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคคอคคัส

วัคซีนคืออะไร ?

วัคซีนคืออะไร? เมื่อกล่าวถึงการให้บริการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ผู้ที่ปฏิบัติงานมักก็จะเรียกกันติดปากสั้นๆว่าทำงานวัคซีน ปกติผู้ที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับวัคซีนก็หนีไม่พ้น แพทย์ พยาบาล เภสัชกร และนักวิชาการสาธารณสุข รวมทั้งนักระบาดวิทยา หลายคนที่ปฏิบัติงานมาเป็นเวลานานก็ยังรู้แต่เพียงว่า วัคซีนก็คือวัคซีน บางคนบอกว่าวัคซีนคือยา บางคนกล่าวว่าวัคซีนคือภูมิคุ้มกันโรคเพราะให้ไปแล้วป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้ แต่ในฐานะคนทำงานวัคซีนอย่างเรา ควรมาทำความรู้จักกับคำนี้ในความหมายเชิงวิชาการกัน

วัคซีน หมายความว่า ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสิ่งมีชีวิตหรือที่ได้จากการสังเคราะห์หรือ กระบวนการอื่นใด ที่นำมาใช้กระตุ้นหรือสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เพื่อป้องกัน ควบคุม รักษา หรือ ลดความรุนแรงของโรค ทั้งในคนและสัตว์

อ้างอิง: พระราชบัญญัติความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561